วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

วันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2556
week 9
Science Experiences Management for Early Childhood

   EAED3207 Time from 14.10 - 17.30pm Group Study 102

   ในสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ของวันแม่แห่งชาติ จึงไม่มีการเรียนการสอน
   

     วันแม่แห่งชาติในประเทศไทย ปัจจุบันตรงกับวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปี ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยเริ่มใช้วันดังกล่าวเป็นวันแม่แห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2519 ก่อนหน้านั้นเคยใช้วันที่ 10 มีนาคม, 15 เมษายน, และ 4 ตุลาคม

     สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่คือ ดอกมะลิ ซึ่งมีสีขาว ส่งกลิ่นหอมได้ไกลและได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี โดยตีความเปรียบกับความรักบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่เสื่อมคลาย

ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย
     งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน

     ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ และกำหนดให้ดอกไม้สัญลักษณ์ของวันแม่ คือ ดอกมะลิ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา










วันศุกร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2556

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม 2556
week 8 
Science Experiences Management for Early Childhood

  EAED3207 Time from 14.10 - 17.30pm Group Study 102

   ในสัปดาห์นี้ไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากยังเป็นสัปดาห์สอบกลางภาค 
   สิ่งที่ค้นคว้าเพิ่มเติม  เรื่อง ความลับของสี



    สีต่างๆที่เราเห็น ไม่ได้ประกอบด้วยสีเดียวเสมอไปนะ  ในแต่ละสีอาจมีรวมกันอยู่ถึง 4 สี เรามาทดลองเพื่อเผยความลับของสีกันเถอะ

สิ่งที่ต้องใช้
- สีเมจิ สีดำ , น้ำเงิน , น้ำตาล (สีเข้มๆจะให้ผลการทดลองที่น่าตื่นเต้น)
- กระดาษกรองกาแฟ , กรองตะกอนน้ำมัน
- แก้วใส่น้ำ

วิธีทดลอง
1. ตัดกระดาษกรองเป็นแถบยาวๆ
2. ระบายสีเมจิที่ต้องการทดสอบให้เป็นแถบหนา โดยห่างจากปลายกระดาษประมาณ 1 ซม.
3. จุ่มปลายกระดาษในช่วงที่เว้นไว้ 1ซม. ลงในน้ำ *ระวังอย่าให้เส้นสีที่ขีดไว้จมน้ำ เพราะสีจะลายลายลงน้ำ
4. รอดู สังเกตแถบสีที่เริ่มไต่สูงขึ้นไปบนกระดาษกรอง  เธอเห็นสีอะไรซ่อนอยู่?
5. นำกระดาษไปหนีบผึ่งไว้กับที่ตากถุงเท้า แล้วทดลองสีต่อไป

เพราะอะไรกันนะ
          สีสังเคราะห์เกิดจากการผสมของแม่สี คือ แดง เหลือง น้ำเงิน ในอัตราส่วนไม่เท่ากัน ทำให้เกิดสีต่างๆมากมาย  การแยกสีด้วยกระดาษกรองนี้ เราเรียกว่า "เปอเปอร์โครมาโทกราฟี" (Paper Chromatography) ซึ่งเป็นการแยกสารที่ผสมกันในปริมาณน้อยให้แยกออกมาเป็นแถบเส้นสีหรือแถบสี อาศัยสมบัติ 2 ประการ คือ
    1. สารต่างชนิดกันมีความสามารถในการละลายในตัวทำละลาย (น้ำ) ได้ต่างกัน
    2. สารต่างชนิดกันมีความสามารถในการถูกดูดซับด้วยตัวดูดซับ (กระดาษกรอง)ได้ต่างกัน
สารที่ละลายในตัวทำละลายได้ดีส่วนมากจะถูกดูดซับไม่ดี จึงเคลื่อนที่ไปได้ไกล ส่วนสารที่ละลายในตัวทำละลายได้ไม่ดี ส่วนมากจะถูกดูดซับได้ดีจึงอยู่ใกล้จุดเริ่มต้น






วันอาทิตย์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2556

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม 2556
week 7
Science Experiences Management for Early Childhood

  EAED3207 Time from 14.10 - 17.30pm Group Study 102

   ในสัปดาห์นี้เข้าสู่การสอบกลางภาค จึงไม่มีการเรียนการสอนเนื่องจากอาจารย์ให้เวลาอ่านหนังสือสอบ
   ดิฉันค้นคว้าเพิ่มเติมเรื่อง สนุกกับฟองสบู่




โดยปกติน้ำจะมีแรงตึงผิวเราสามารถเพิ่มแรงตึงผิวของน้ำให้มากขึ้นได้โดยใส่น้ำตาลหรือเยลาตินหรือกรีเซอรีน จะทำให้ฟองสบู่คงรูปอยู่ได้นาน แต่ทราบหรือไม่ว่าสารทั้งสามนั้น เพิ่มแรงตึงผิวของน้ำ ได้แตกต่างกันซึ่งจะทำให้ฟองสบู่คงรูปอยู่ได้นานแตกต่างกัน  
อุปกรณ์
      1.  สบู่เหลว
      2.  หลอดกาแฟ
      3.  น้ำตาลหรือ เยลาตินหรือกรีเซอรีน 
 วิธีทำ
      ผสมน้ำ 8 ส่วนต่อสบู่เหลว 1 ส่วน แล้วใช้หลอดกาแฟจุ่มน้ำสบู่เป่าเป็นฟองสบู่

      ปัญหา : จงพิสูจน์ว่าน้ำตาล กรีเซอรีนหรือเยลาติน สามารถทำให้ฟองสบู่คงรูปอยู่ได้นานจริงหรือไม่ และสารชนิดใดทำให้ฟองสบู่คงรูปอยู่ได้นานที่สุด 

วันเสาร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม 2556
week 6
Science Experiences Management for Early Childhood

   EAED3207 Time from 14.10 - 17.30pm Group Study 102
   
   ในวันนี้เป็นการเรียนการสอนชดเชยของวันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม เนื่องจากหยุดวันอาสาฬหบูชา
   อาจารย์ให้เพื่อนที่นำของเล่นกลับไปแก้ไขมาส่งและออกไปนำเสนอใหม่พร้อมบอกวิธีขั้นตอนการทำและให้เพื่อน1คนออกไปลองทำและลองเล่นชิ้นงานของเพื่อนที่ออกไปนำเสนอ






    อาจารย์ได้นำสื่อของเล่นที่รุ่นพี่ประดิษฐ์มาให้นักศึกษาดู เพื่อเป็นไอเดียให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างงานชิ้นต่อๆไป เช่น ตุ๊กตาตีลัง คือ การที่ตุ๊กตาตีลังได้เพราะ แรงโน้มถ่วงที่ถ่วงโดยวัตถุที่หนัก จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จึงทำให้ตุ๊กตาตีลังกาได้ ตุ๊กตาล้มลุก จากการใช้ยางลบถ่วงข้างในรูปตุ๊กตาลายต่างๆ


วันพุธที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม 2556
week 5

Science Experiences Management for Early Childhood

    EAED3207 Time from 14.10 - 17.30pm Group Study 102

   ในสัปดาห์นี้เป็นวันหยุดเนื่องในวันอาสาฬหบูชาจึงไม่มีการเรียนการสอน

ประวัติวันอาสาฬหบูชา 
       วันอาสาฬหบูชา เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของพระพุทธศาสนา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ในสมัยพุทธกาลมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น 4 ประการ ดังต่อไปนี้
       1. เป็นวันที่พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาเป็นครั้งแรก แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 รูป ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี
       2. เป็นวันที่พระบรมศาสดาทรงได้พระสาวกองค์แรก คือ ท่านโกญฑัญญะได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันองค์แรก



  

           3. เป็นวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นรูปแรก คือ พระอัญญาโกญฑัญญะ ภายหลังจากที่ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบันแล้ว ก็ได้ทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์ทรงประทานการอุปสมบท ยกขึ้นเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา

        4. เป็นวันเกิดขึ้นของพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบเป็นครั้งแรก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นพยานในการตรัสรู้ธรรม ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของพระพุทธองค์ก็ครบถ้วนบริบูรณ์ คือ มิใช่เพียงแค่ตรัสรู้ธรรมเพียงพระองค์เดียวอย่างพระปัจเจกพุทธเจ้า


ธรรมเนียมปฏิบัติในวันอาสาฬหบูชา 
     จากความสำคัญของวันอาสาฬหบูชาข้างต้นนี้ ทำให้ปู่ย่าตายายท่านจับหลักได้ว่า การเรียนสรรพวิชาใดๆ ก็ตาม ผู้ที่จะแตกฉานลึกซึ้งในความรู้นั้นได้ มีความจำเป็นต้องศึกษาแม่บทให้แตกฉานก่อน เช่น ถ้าเป็นวิชาคำนวณในทางโลกต้องใช้สูตรคูณเป็นแม่บท ในทางธรรมก็เช่นเดียวกัน การที่จะศึกษาธรรมะให้แตกฉาน ต้องศึกษาธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเป็นแม่บททางธรรม


     ปู่ย่าตายายท่านจับหลักตรงนี้ได้ เมื่อถึงวันอาสาฬหบูชา ท่านจึงขวนขวายไปวัดเพื่อฟังพระธรรมเทศนาเรื่องธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เพื่อเป็นการทบทวนแม่บทธรรมะทั้งหมดใน พระพุทธศาสนาให้เข้าใจและซาบซึ้งยิ่งขึ้น

     ข้อคิดที่ได้จากตรงนี้คือ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตาม ทั้งที่เป็นประโยชน์ส่วนตัว และประโยชน์ของหมู่คณะ ทั้งหมู่คณะเล็ก เช่น ครอบครัว และหมู่คณะใหญ่ คือประเทศชาติ จะต้องมีหลักการที่ชัดเจน มีแม่บทที่ชัดเจน ที่ทุกคนต้องยึดถือปฏิบัติตาม และหลักการนั้นจะต้องสอดคล้องกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนาด้วย อีกทั้งต้องถูกนำมาประพฤติปฏิบัติ จนกระทั่งหลักการที่ดีเหล่านั้นกลายเป็นนิสัยประจำตัว นิสัยประจำชาติ จึงจะส่งผลให้ตนเอง หมู่คณะ และประเทศชาติเจริญขึ้น และสงบสุขอย่างยั่งยืน

เพลง วันอาสาฬหบูชา




วันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2556
week 4

Science Experiences Management for Early Childhood

   EAED3207 Time from 14.10 - 17.30pm Group Study 102


   ในสัปดาห์นี้อาจารย์ให้ออกไปนำเสนอของเล่นที่แต่ละคนทำมา ซึ่งดิฉันทำตุ๊กตาล้มลุกจากลูกเทนนิสและลูกปิงปองแต่ไม่ได้ออกไปนำเสนอและซ้ำกับเพื่อนจึงต้องทำของเล่นชิ้นใหม่มา

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2556
week 3

Science Experiences Management for Early Childhood

   EAED3207 Time from 14.10 - 17.30pm Group Study 102

   ในวันนี้ได้เรียนของ น้ำในร่างกายช่วยปรับสมดุล(อุณหภูมิ)ในร่างกาย มนุษย์เราจะขาดน้ำได้ไม่เกิน 3 วัน แต่ถ้าเป็นสัตว์ เช่น อูฐเป็นสัตว์ที่มีความอดทนค่อนข้างสูงมาก สามารถอาศัยอยู่ได้โดยไม่ต้องกินอาหารหรือน้ำได้เป็นเวลานานถึง10วันหรือ2สัปดาห์ เพราะอูฐมีไขมันสะสมไว้ในหนอกและร่างกายเก็บรักษาน้ำได้เป็นอย่างดีจึงสามารถอยู่ในที่ทุรกันดารได้ เช่น ทะเลสาป




ปรากฏการณ์จากอุทกภาค

อุทกภาค หมายถึง
     อุทกภาค  (hydrosphere) หมายถึงส่วนที่เป็นน้ำที่อยู่บนพื้นโลกทั้งหมด ประกอบด้วย น้ำจืดที่อยู่ในแหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินร้อยละ3.0 และน้ำเค็มที่อยู่ในเทละและมหาสมุทรร้อยละ  97.0
     น้ำจืด เป็นน้ำที่กระจายอยู่ตามแหล่งน้ำทั้งในระดับที่ผิวดิน น้ำที่อยู่บนผิวดิน เช่น น้ำจืดที่กระจายอยู่ตามแม่น้ำ ลำธาร หนอง คลอง  บึง  รวมถึงธารน้ำแข็งที่ปกคลุมอยู่บนยอดเขาสูง ๆ ที่ละลายเป็นน้ำจืด  ส่วนน้ำใต้ดินและน้ำบาดาล  เป็นน้ำที่ไหลซึมลงไปใต้ดิน  ตามช่องว่างของดินหรือหินผุ  มีลักษณะคล้ายธารน้ำใต้ดิน น้ำจืดจำนวนมากจะอยู่ในรูปของน้ำแข็งโดยเฉพาะบริเวณขั้วโลก
    น้ำเค็มทกระจายอยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆของโลก ได้แก่ มหาสมุทร  และทะเล 
ปรากฏการณ์จากอุทกภาคที่สำคัญ มีดังนี้ 
     1.  วัฎจักรของน้ำ หมายถึง การหมุนเวียนเปลี่ยนสถานะของน้ำ จากแหล่งน้ำต่างๆ เช่น มหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ หนอง บึง ทะเลสาบ เป็นต้น  ระเหยกลายเป็นไอน้ำลอยขึ้นไปในอากาศรวมกับไอน้ำที่มาจากต้นไม้  คือในขณะที่ต้นไม้ดูด้ำจากพื้นดินแล้วปล่อยให้น้ำออกสู่บรรยากาศโดยผ่านใบไม้ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า การหายใจ ไอน้ำในบรรยากาศจะรวมตัวกันและกลั่นตัวเป็นเม็ดฝนหรือหิมะ ตกลงมายังแหล่งน้ำต่างๆ และซึมลงใต้ดิน หมุนเวียนกันอยู่เช่นนี้ตลอดไป
     ปริมาณน้ำที่โลกมีอยู่เกิดจากฝนตกลงในทะเล  มหาสมุทรร้อยละ 77 ฝนตกลงในแผ่นดินร้อยละ 23 ส่วนการระเหยเป็นไอน้ำขึ้นไปในบรรยากาศจะระเหยจากแหล่งน้ำต่างๆร้อยละ 84 และระเหยจากดินและจากการคายน้ำของพืชอีกร้อยละ 16